รู้จัก Co Working Space สถานที่ทำงานของธุรกิจยุคใหม่
เขียนโดย Launchpad เมื่อ

แชร์เก็บไว้
ในยุคปัจจุบัน การมองหาสถานที่ทำงานนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในออฟฟิศต่อไป ด้วยยุคสมัยที่มีการพัฒนา เราคงคุ้นหูกับคำว่า Work From Home ที่ทำงานผ่านที่บ้านของคุณเอง หรือจะเป็น Work From AnyWhere ที่พนักงานไม่ถูกจำกัดอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งอีกต่อไป นั่นทำให้ในวันนี้ Launchpad ตึกออฟฟิศให้เช่าใจกลางกรุงเทพอย่างเรา จะชวนคุณไปรู้จักกับ Co Working Space สถานที่ทำงานของคนยุคใหม่ ที่ธุรกิจยุคใหม่มักเลือกใช้กันดีกว่า
Co Working Space คืออะไร

Co Working Space คือ พื้นที่ทำงานซึ่งมักเป็นสถานที่กึ่งสารธารณะ ที่เปิดให้บุคคลทั่วไป ทั้งพนักงานเอกชน ฟรีแลนซ์ ผู้ประกอบการ นักศึกษา รวมไปถึงใครก็ตามที่ต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงาน เช่น อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง โต๊ะทำงาน ห้องประชุม ไปจนถึงการมีร้านอาหารและเครื่องดื่มที่มีพนักงานภายใน Co Working Space คอยให้บริการระหว่างวัน ซึ่งจุดเด่นของ Co Working Space คือการที่คุณไม่จำเป็นจะต้องเช่าหรือชำระค่าบริการออฟฟิศซึ่งมักเป็นสัญญาระยะยาว และเป็นพื้นที่แบบเปิดซึ่งทำให้ผู้เข้าใช้งาน Co Working Space เกิดสังคมระหว่างกันได้อีกด้วย
จุดเริ่มต้นของ Co Working Space

แนวคิดของการมี Co Working Space เคยมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ในช่วงทศวรรษ 1990 จากกลุ่มนักพัฒนาชาวยุโรปที่ต้องการพื้นที่สำหรับทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยนความรู้ และใช้อุปกรณ์ร่วมกัน โดยหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบคือ C-Base ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ในลักษณะของ Hackerspace สำหรับนักพัฒนาและวิศวกรคอมพิวเตอร์ ต่อมาในปี 1999 นักออกแบบเกม Bernard DeKoven ได้ใช้คำว่า Coworking เพื่ออธิบายแนวคิดของการทำงานร่วมกันแบบเปิดที่ไม่ยึดติดกับลำดับชั้นองค์กร ก่อนที่แนวคิดนี้จะพัฒนาเป็นพื้นที่ทำงานจริงในปี 2005 เมื่อ Brad Neuberg เปิด San Francisco Coworking Space ซึ่งถือเป็น Co Working Space สมัยใหม่แห่งแรกของโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างทางเลือกตรงกลางระหว่างการทำงานที่บ้านซึ่งอาจรู้สึกโดดเดี่ยว กับการเช่าออฟฟิศแบบดั้งเดิมที่มีค่าใช้จ่ายสูง หลังจากนั้นโมเดล Co Working Space ก็เริ่มเติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นรูปแบบสถานที่ทำงานที่ได้รับความนิยมทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคที่องค์กรมีทีมทำงานจำนวนมากที่ต้องการความอิสระและความยืดหยุ่นในการทำงานสูงสุด
ข้อดีของ Co Working Space

1. ความยืดหยุ่นในการใช้งานสูง
หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ Co Working Space คือความยืดหยุ่นในการใช้งานที่ตอบโจทย์รูปแบบการทำงานยุคใหม่ ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องผูกสัญญาเช่าระยะยาวเหมือนออฟฟิศแบบดั้งเดิม แต่สามารถเลือกใช้บริการแบบรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือนตามความต้องการได้ ทำให้ฟรีแลนซ์ สตาร์ทอัพ หรือธุรกิจขนาดเล็กสามารถบริหารค่าใช้จ่ายและขยายทีมได้คล่องตัว(ในทางต้นทุน)ได้มากขึ้น
2. สร้างคอมมูนิตี้ของคนทำงาน(Connection)
Co Working Space ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทำงานเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนจากหลากหลายอาชีพได้มาพบปะและทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ นักพัฒนา นักออกแบบ หรือฟรีแลนซ์จากสายงานต่าง ๆ การอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มุมมอง และไอเดียใหม่ ๆ จนกลายเป็นคอมมูนิตี้ของคนทำงานที่มี Connection ได้อย่างมีนัยะสำคัญ
3. ช่วยเพิ่มสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงาน
การมีพื้นที่ทำงานที่ชัดเจนและแยกออกจากบ้านช่วยให้ผู้ทำงานสามารถจัดระเบียบเวลาและโฟกัสกับงานได้มากขึ้น เมื่ออยู่ท่ามกลางบรรยากาศของผู้คนที่กำลังตั้งใจทำงานเหมือนกัน ก็ยิ่งช่วยสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดความตั้งใจและประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งข้อนี้ถือเป็นประโยชน์ที่สำคัญมาก
4. ประหยัดต้นทุนสำหรับธุรกิจ
Co Working Space ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการตั้งสำนักงานได้อย่างมีนัยะสำคัญ เนื่องจากผู้ใช้งาน Co Working Space สามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ร่วมกัน เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ห้องประชุม อุปกรณ์สำนักงาน หรือพื้นที่ต้อนรับลูกค้า โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนจัดหาอุปกรณ์ทั้งหมดด้วยตนเอง ทำให้ธุรกิจสามารถเริ่มต้นหรือขยาโปรเจคงานได้โดยใช้ต้นทุนที่เหมาะสมกว่าออฟฟิศแบบเก่า
ข้อเสียของ Co Working Space

1. ความเป็นส่วนตัวถูกลดลง
เนื่องจาก Co Working Space เป็นพื้นที่ทำงานแบบเปิดที่มีผู้ใช้งานหลายคนจากหลากหลายองค์กรและอาชีพ การทำงานบางประเภทที่ต้องใช้ความลับทางธุรกิจหรือข้อมูลสำคัญอาจไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมลักษณะนี้ แม้หลายพื้นที่จะมีห้องประชุมหรือโซนเงียบให้ใช้งาน แต่โดยรวมแล้วระดับความเป็นส่วนตัวก็ยังน้อยกว่าออฟฟิศส่วนตัวอยู่พอสมควร
2. การปรับแต่งพื้นที่ทำงาน
ผู้ใช้งาน Co Working Space มักไม่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบพื้นที่ทำงานได้มากนัก(Co Working Space เป็น Hot Desk) เช่น การจัดวางโต๊ะ การตกแต่งสำนักงาน หรือการติดตั้งอุปกรณ์เฉพาะทาง เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้ใช้ร่วมกัน หากธุรกิจมีความต้องการเฉพาะด้านหรือมีขั้นตอนการทำงานที่ต้องใช้พื้นที่เฉพาะ อาจรู้สึกไม่สะดวกเท่าการมีออฟฟิศของตนเอง
3. มีโอกาสเกิดสิ่งรบกวนระหว่างทำงาน
แม้ว่าบรรยากาศของ Co Working Space จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน แต่ในบางช่วงเวลาที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก เสียงพูดคุย การประชุม หรือกิจกรรมต่าง ๆ อาจกลายเป็นสิ่งรบกวนสมาธิได้ โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีเนื้องานต้องการความเงียบหรือการโฟกัสกับงานที่ต้องใช้สมาธิสูง
4. ข้อจำกัดด้านการสร้างภาพจำแบรนด์
ธุรกิจบางประเภทอาจต้องการสร้างภาพลักษณ์องค์กรผ่านการตกแต่งสำนักงาน ป้ายโลโก้ หรือพื้นที่รับรองลูกค้า แต่ใน Co Working Space ส่วนใหญ่จะไม่อนุญาตให้ติดตั้งแบรนด์หรือปรับแต่งพื้นที่ในลักษณะการโฆษณาส่วนตัวของบริษัทมากนัก ทำให้การสร้างตัวตนของบริษัทในพื้นที่ทำงานอาจทำได้จำกัด
Co Working Space เหมาะกับใคร

ในปัจจุบัน Co Working Space ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทำงานสำหรับฟรีแลนซ์หรือสตาร์ทอัพเท่ายุคสมัยแรกที่มันเกิดขึ้นมา แต่Co Working Space ถูกพัฒนาให้กลายเป็นแนวคิดแห่งสถานที่ทำงานที่รองรับผู้ใช้งานจากหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อย ธุรกิจขนาดกลาง ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการพื้นที่ทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยผู้ที่เหมาะกับการใช้งาน Co Working Space มักแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่มตามประเภท ดังต่อไปนี้
1. ฟรีแลนซ์และผู้ทำงานอิสระ
ฟรีแลนซ์เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ใช้งาน Co Working Space ที่พบได้มากที่สุด เพราะการทำงานจากบ้านอาจทำให้ขาดบรรยากาศการทำงานที่จริงจัง รวมถึงโอกาสในการพบปะผู้คน การมีพื้นที่ทำงานเฉพาะช่วยให้สามารถจัดตารางการทำงานได้ดีขึ้น เพิ่มสมาธิ และยังเปิดโอกาสให้ได้พบปะผู้คนในสายงานใกล้เคียงกันอีกด้วย
2. สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการรุ่นใหม่
ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นมักต้องการควบคุมต้นทุนให้มากที่สุด Co Working Space จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพราะไม่จำเป็นต้องลงทุนกับสำนักงานเต็มรูปแบบตั้งแต่เริ่มต้น อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น อินเทอร์เน็ต ห้องประชุม และพื้นที่ทำงาน ที่ช่วยให้ทีมสามารถโฟกัสกับการพัฒนาธุรกิจได้ทันที
3. ธุรกิจขนาดเล็กและ SMEs
สำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือทีมงานที่มีจำนวนพนักงานไม่มาก Co Working Space ช่วยให้สามารถมีสถานที่ทำงานที่เป็นมืออาชีพได้โดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายของสำนักงานขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังสามารถปรับขนาดพื้นที่ได้ตามการเติบโตของธุรกิจ ทำให้มีความยืดหยุ่นในการบริหารองค์กร
4. พนักงานที่ทำงานแบบ Remote หรือ Hybrid
ในยุคที่หลายองค์กรเปิดให้พนักงานทำงานจากที่ใดก็ได้ Co Working Space กลายเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้พนักงานมีสถานที่ทำงานที่สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ต้องการทำงานจากบ้านตลอดเวลา หรืออยากได้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการโฟกัสและการประชุมงานแบบ Remote จากต่างประเทศ
5. องค์กรขนาดใหญ่และทีมโปรเจกต์เฉพาะกิจ
ปัจจุบันบริษัทระดับโลกหลายแห่งเริ่มใช้ Co Working Space เป็นพื้นที่ทำงานสำหรับทีมย่อยหรือโปรเจกต์เฉพาะกิจ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานและลดค่าใช้จ่ายด้านสำนักงาน ตัวอย่างเช่นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เลือกใช้พื้นที่ Co Working Space เพื่อให้พนักงานทำงานใกล้บ้านมากขึ้น หรือใช้เป็นพื้นที่สำหรับพัฒนาโปรเจกต์ IT ใหม่ๆโดยไม่ต้องขยายสำนักงานหลัก เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ Co Working Space จึงกลายเป็นรูปแบบสถานที่ทำงานที่ตอบโจทย์คนทำงานหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ผู้ทำงานอิสระไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ และยังสะท้อนถึงแนวโน้มของโลกการทำงานยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและการทำงานร่วมกันมากขึ้น


















